"พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” ถอดบทเรียน 7 วัดต้นแบบ ‘โรงเรียนเบาหวานคณาราม’ สู่วัดสร้างเสริมสุขภาวะ

17/07/2026 Happy Body Happy Heart Happy Soul Happy Society 112
Share:

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิคณะสงฆ์อำเภอสีคิ้ว และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพระดับชาติ ประกาศความสำเร็จในการขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์ จัดพิธีปิดโครงการพัฒนารูปแบบวัดสร้างเสริมสุขภาวะและสุขภาพพระสงฆ์ ภายใต้แนวคิด “สานพลังบวร : ขับเคลื่อนสุขภาพพระสงฆ์ห่างไกล NCDs”ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

โรงเรียนเบาหวานคณารามเป็นการยกระดับและพัฒนาต่อยอดจาก "โรงเรียนเบาหวานวิทยา" และได้ขยายผลสู่การพัฒนาวัดต้นแบบ 7 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 12 สัปดาห์ ร่วมกับการใช้หลักพุทธธรรมและเวชศาสตร์วิถีชีวิต ซึ่งผลการดำเนินงานของโรงเรียนเบาหวานคณาราม ณ วัดอาศรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1–3 พบว่า กลุ่มเสี่ยงร้อยละ 60 มีสุขภาพกลับสู่ภาวะปกติ ผู้ป่วยร้อยละ 98 มีค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลง และร้อยละ 28 สามารถลดหรือหยุดยาเบาหวานได้ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการดำเนินงานดังกล่าวมีประสิทธิผล และสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย "พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข" อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานได้รับความเมตตาจาก เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวสัมโมทนียกถา พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณ ตาลปัตร และ โล่เกียรติคุณ ให้แก่องค์กรและวัดต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่น 

สานพลัง “บวร” พลิกบทบาทพระสงฆ์สู่ผู้นำด้านสุขภาวะ ยกระดับสุขภาพกาย-ใจ ทั้งวัดและชุมชน 

พระครูอมรชัยคุณ เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเลขาธิการมูลนิธิคณะสงฆ์อำเภอสีคิ้ว กล่าวรายงานว่า โครงการพัฒนารูปแบบวัดสร้างเสริมสุขภาวะและสุขภาพพระสงฆ์ สานพลัง “บวร” เพื่อสงฆ์ไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มพระสงฆ์ ซึ่งประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน สุขภาพเสื่อมถอย เนื่องจากมีข้อจำกัดจากการปฏิบัติศาสนกิจที่ทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ อีกทั้งยังขาดองค์ความรู้ในการป้องกันและดูแลโรค NCDs อย่างเหมาะสม

จากปัญหาดังกล่าว คณะทำงานจึงร่วมกับคณะสงฆ์และภาคีเครือข่าย พัฒนาต้นแบบ “โรงเรียนเบาหวานคณาราม” โดยใช้วัดเป็นเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมสุขภาพร่วมกับชุมชน ในการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งวัดอาศรมธรรมทายาทได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ด้านสาธารณสุข การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาชุมชน มีพระสงฆ์และประชาชนร่วมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่ปี 2566 จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เข้าร่วมโครงการ

พระครูอมรชัยคุณ กล่าวว่า ผลสำเร็จของการดำเนินงานดังกล่าวได้นำไปสู่การขยายผลสู่วัดต้นแบบ 7 แห่ง ได้แก่ วัดท่าหลวง (พระอารามหลวง) จังหวัดพิจิตร วัดทองเนียม กรุงเทพมหานคร วัดราชวรินทร์ กรุงเทพมหานคร วัดปัญญานันทาราม จังหวัดปทุมธานี วัดกลาง จังหวัดอุบลราชธานี วัดห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดอาศรมธรรมทายาท จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งส่งเสริมให้พระสงฆ์สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูกต้อง เสริมบทบาทของชุมชนในการอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ในฐานะผู้นำด้านการสร้างเสริมสุขภาวะ และพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการสร้างเสริมสุขภาพของชุมชน

โครงการดำเนินงานในช่วงปี 2568–2569 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรูปแบบการดำเนินงานในการยกระดับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของพระสงฆ์ วัด และชุมชน อันจะนำไปสู่ประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว

พลังภาคีและนวัตกรรมเชิงรุก ความสำเร็จ 7 วัดต้นแบบ “โรงเรียนเบาหวานคณาราม” สู่ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะพระสงฆ์และชุมชนอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนแนวคิด "พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข" ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 ได้ก้าวสู่อีกขั้นของการสร้างสุขภาวะเชิงรุก ผ่านการผสานพลังของภาคีเครือข่ายระดับชาติ ทั้ง สสส. ที่ผลักดันให้วัดเป็นศูนย์กลางสุขภาวะ (Health Hub) สช. และกระทรวงสาธารณสุข ที่หนุนเสริมกลไกการดำเนินงานในพื้นที่และองค์ความรู้ทางวิชาการ ร่วมกับ สปสช. ที่สนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ตลอดจนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

การบูรณาการความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่นวัตกรรมสำคัญ "โรงเรียนเบาหวานคณาราม" ซึ่งเป็นแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเข้มข้นภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ ภายใต้สูตร "4 อ. ยา 8 ขนาน สังหาร NCDs" โดยดำเนินงานผ่าน 3 ระยะ ตั้งแต่การสร้างความรู้ การสร้างความตระหนักรู้ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีทีมสหวิชาชีพคอยติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิด

ความสำเร็จของ "โรงเรียนเบาหวานคณาราม" ภายใต้โครงการ "สงฆ์ สาน สุข" สะท้อนให้เห็นผ่านวัดต้นแบบทั้ง 7 แห่ง ที่สามารถขับเคลื่อนการสร้างสุขภาวะได้อย่างโดดเด่นตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เริ่มจากกรุงเทพมหานคร ได้แก่ วัดทองเนียม ที่โดดเด่นด้านความเคร่งครัดในกิจวัตร การฉันมื้อเดียว และการสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุก และ วัดราชวรินทร์ ที่เน้นการเรียนรู้แบบเข้มข้นผ่านฐานกิจกรรม 4 ฐาน ซึ่งออกแบบให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเมือง

ด้านภาคกลาง วัดปัญญานันทาราม จังหวัดปทุมธานี ใช้ศักยภาพด้านสถานที่และเครือข่ายวิชาการเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาครู ก. ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดอาศรมธรรมทายาท จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้ริเริ่มสูตร "4 อ. ยา 8 ขนาน สังหาร NCDs"โดยบูรณาการหลักธรรมเข้ากับสถานีรักสุขภาพ ส่วน วัดกลาง จังหวัดอุบลราชธานี สามารถขับเคลื่อนพลัง "บวร" จนมีผู้เข้าร่วมโครงการมากที่สุด

สำหรับภาคเหนือ วัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร สร้างผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างโดดเด่นในทุกมิติ ผ่านระบบ Health Coaching และกิจกรรมจิตอาสา ขณะที่ภาคใต้ วัดห้วยยอด จังหวัดตรัง นำเสนออัตลักษณ์ด้านอาหารสุขภาพจากผักสวนครัวในวัดและข้าวเบายอดม่วง พร้อมอาศัยบารมีของเจ้าอาวาสในการสร้างความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง

ภาพรวมของทั้ง 7 พื้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้ "ทางธรรมนำทางโลก" ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิถีชุมชน คือกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืน

ถอดรหัสความสำเร็จ 12 สัปดาห์ ในโรงเรียนเบาหวานคณาราม กับยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสุขภาวะที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

รศ.ดร.พินิจ ลาภธนานนท์ นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาศาสนา ได้ถอดบทเรียนโครงการ "โรงเรียนเบาหวานคณาราม" จากพื้นที่นำร่องทั้ง 7 แห่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย "พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข"

ผลการถอดบทเรียนชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่

  1. การให้ความรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการโรคตามหลัก "4 อ. ยา 8 ขนาน สังหาร NCDs"
  2. การสร้างสำนึก กระตุ้นให้ผู้เรียน ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคด้วยตนเอง 
  3. การลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจริง ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ตัวชี้วัดทางคลินิกเป็นเครื่องมือสะท้อนผลลัพธ์และสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง

อีกประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.พินิจ คือ โครงการนี้ "ไม่มีหลักสูตรกลางที่ตายตัว" ซึ่งกลับกลายเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้แต่ละวัดนำบริบทและศักยภาพของพื้นที่มาพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • ยุทธศาสตร์ด้านการเรียนรู้และการจัดการพื้นที่ : วัดราชวรินทร์ออกแบบระบบการเรียนรู้แบบหมุนเวียน 4 ฐาน ได้แก่ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย และเอาพิษออก ได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่วัดปัญญานันทารามใช้จุดแข็งด้านสถานที่สัปปายะ เครือข่ายวิชาการ และสื่อสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ 
  • ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูลและพฤติกรรมศาสตร์ : วัดห้วยยอดสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการบันทึกข้อมูลสุขภาพรายสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การรับประทานข้าว 5 สี และผักสวนครัวในวัด 
  • ยุทธศาสตร์ด้านพลังเครือข่ายและการสร้างแรงจูงใจ : วัดท่าหลวงประสบความสำเร็จในการระดมพลัง "บวร" (บ้าน–วัด–ราชการ) ร่วมเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงเพื่อสร้างประสบการณ์ตรง พร้อมใช้กระบวนการ Health Coach ผ่านกลุ่ม LINE เพื่อประคับประคองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่วัดทองเนียมเจ้าอาวาสเป็นผู้นำในการสื่อสารเชิงรุก ทำให้เรื่องสุขภาพกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของญาติโยม 

แม้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาวยังต้องอาศัยการติดตามอย่างต่อเนื่อง แต่ในเชิงกระบวนการ โรงเรียนเบาหวานคณารามทั้ง 7 แห่งได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่มีวัดเป็นศูนย์กลางได้อย่างเข้มแข็ง ความโดดเด่นและบทเรียนที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญ ที่นักนโยบายและภาคีเครือข่ายสามารถนำไปสังเคราะห์และพัฒนาเป็นหลักสูตรมาตรฐานที่มีความยืดหยุ่น เพื่อขยายผลสู่การสร้างสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

สสส. พร้อมพลิกโฉม 40,000 วัดทั่วไทยสู่ Health Hub แก้วิกฤต NCDs พระสงฆ์อย่างยั่งยืน

ในมิติของสุขภาวะองค์รวม คำว่า "สุขภาพ" มีความหมายกว้างไกลกว่าการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย แต่ครอบคลุมถึงแนวคิด Wellnessหรือการสร้างภูมิคุ้มกันและลดปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดโรค ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญที่ นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สสส. มุ่งผลักดัน โดยเฉพาะในกลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่กำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระดับที่สูงกว่าประชากรชายทั่วไป อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านวิถีชีวิตและการฉันภัตตาหารที่มีรสหวาน มัน และเค็ม

สสส. จึงมีแนวคิดฟื้นบทบาทดั้งเดิมของวัดให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนในฐานะ Health Hubหรือ Health Station ผ่านกลไกสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. สานพลังสงฆ์ สานสุข มุ่งขับเคลื่อนการทำงานในระดับพื้นที่โดยเชื่อมประสานทุกภาคส่วนตามแนวคิด "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) ผ่านคณะกรรมการร่วมภายใต้กรอบธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อบูรณาการข้อมูล ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 
  2. สร้างนวัตกรรม เปลี่ยนการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์สู่การปฏิบัติจริง ด้วยการนำระบบติดตามพฤติกรรมสุขภาพมาใช้ในการตรวจวัดระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พระสงฆ์และผู้เข้าร่วมโครงการเห็นพัฒนาการด้านสุขภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
  3. สื่อสารสุข ถ่ายทอดองค์ความรู้และบทเรียนจากวัดต้นแบบ เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการดำเนินงานที่สามารถขยายผลไปสู่วัดกว่า 40,000 แห่ง และพระสงฆ์กว่า 200,000 รูปทั่วประเทศ 

ยุทธศาสตร์เชิงรุกของ สสส. ในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งลดความเสี่ยงของโรค NCDs ในกลุ่มพระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบดูแลสุขภาวะที่เข้มแข็งในระดับชุมชน เพื่อให้พระสงฆ์ไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพระวรกายแข็งแรง พร้อมเป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน