“พลังแม่ยุคใหม่” หัวใจแห่งความสุขในครอบครัว สู่การสร้างสรรค์องค์กรสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

11/08/2026 Happy8workplace 44
Share:

บทบาท “แม่ยุคใหม่”  ความท้าทายของแม่วัยทำงานกับภาระที่ต้องดูแลทั้งครอบครัว

          เมื่อเทศกาลวันแม่หมุนเวียนมาถึง ภาพจำของ “แม่” ในความรู้สึกของผู้คนมักเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเสียสละ และความรักอันบริสุทธิ์ แต่ในบริบทของสังคมยุคปัจจุบัน ภาพของแม่ได้ขยายบทบาทไปไกลกว่าการเป็นผู้ดูแลบ้านเพียงอย่างเดียว

          วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงานอย่างเต็มภาคภูมิ “แม่ยุคใหม่” จำนวนมากต้องแบกรับภาระ “Sandwich Generation” คือดูแลทั้งการทำมาหาเลี้ยงชีพและดูแลคนในครอบครัวไปพร้อมกัน ความท้าทายของแม่วัยทำงานจึงทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การต้องแบกรับภาระงานที่ท้าทาย ไปพร้อมๆ กับการเลี้ยงดูและขัดเกลาชีวิตใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และบ่อยครั้งนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าทางร่างกาย ความเครียดสะสม ตลอดจนความกังวลเรื่องการแบ่งเวลาให้กับครอบครัว

          ในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้าง Family Friendly Workplace หรือองค์กรที่เป็นมิตรกับครอบครัว เพราะตระหนักว่าคุณภาพชีวิตของคนทำงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสถานที่ทำงาน แต่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของครอบครัวโดยตรง การออกแบบนโยบายและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อบุคลากรที่มีบทบาทเป็นพ่อแม่ จึงเป็นการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะของบุคลากร เพิ่มความผูกพันต่อองค์กร และส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

          ตระหนักและเห็นคุณค่าในบทบาทอันยิ่งใหญ่ของคนทำงานในทุกบทบาท โดยเฉพาะ ผู้เป็นแม่ในวัยทำงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งภารกิจในองค์กรและการดูแลครอบครัว สำนัก 8 เชื่อมั่นว่า ครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานขององค์กรที่เข้มแข็ง และการดูแลสุขภาวะของคนทำงานควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทในครอบครัว คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสมดุลของชีวิต ความสุขในการทำงาน และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8)สสส. ให้มุมมองว่า “ไม่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานใด จะชดเชยความล้มเหลวในครอบครัวได้” แนวคิดที่สำนัก 8 ให้ความสำคัญ คือ Family Friendly Workplace หรือองค์กรที่เป็นมิตรกับครอบครัว ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากองค์กรปรับนโยบายและสวัสดิการให้สอดคล้องกับความต้องการของบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

1. เวลา — เวลาคุณภาพสำหรับลูกวัย 0–3 ปี ผ่านชั่วโมงทำงานยืดหยุ่นและนโยบายทำงานจากที่บ้าน

2. สภาพแวดล้อม — การดูแลพนักงานตั้งครรภ์ให้ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกหลังคลอด เช่น มุมให้นมบุตรหรือศูนย์เด็กเล็ก

3. สวัสดิการ — ทุนการศึกษาและสิทธิรักษาพยาบาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวหลังมีบุตร

ตัวอย่างสถานประกอบการที่เปลี่ยนนโยบายเพื่อครอบครัว ให้เป็นพลังองค์กร

1.บริษัท โบว์เบเกอรี่เฮาส์ จำกัด ธุรกิจผลิตเบเกอรี่ที่มีพนักงานสายการผลิตจำนวนมากและต้องดูแลครอบครัว ได้นำแนวคิด FFW มาปรับใช้ผ่านนโยบาย “วันหยุดเลือกได้” และระบบเวลาทำงานยืดหยุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อแม่จัดสรรเวลาไปดูแลลูกได้จริง ทั้งการพาลูกไปหาหมอหรือประชุมผู้ปกครองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องวันลา พร้อมเสริมสวัสดิการลดภาระค่าใช้จ่ายและให้ความรู้ด้านการเงิน-สุขภาพ ผลลัพธ์คือพนักงานเกิดความผูกพันกับองค์กรอย่างเหนียวแน่น ลดอัตราการขาด ลา มาสาย และช่วยให้สายการผลิตเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด

2.บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพ ผ่านนโยบาย “Everything Flexi” ที่ให้พนักงานเลือกเวลาและสถานที่ทำงานได้แบบ Hybrid Work พร้อมให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจอย่างรอบด้าน เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานจัดสรรสมดุลระหว่างชีวิตงานและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้พนักงานมีความสุข ความเครียดสะสมลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเกิดพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Novartis AG บริษัทยาและเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ ที่นำแนวคิด “Family First” โดยเปลี่ยนนโยบายเพื่อครอบครัวให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการให้สิทธิวันลาเลี้ยงดูบุตรที่ครอบคลุมทั้งพ่อและแม่ พร้อมสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพกายและใจ เพื่อให้พนักงานรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยทางจิตใจ ผลลัพธ์จากการดูแลหัวใจของคนทำงานอย่างตรงจุด ไม่เพียงช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรระดับชั้นนำไว้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้พนักงานทุ่มเทสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างเต็มศักยภาพ

จากความสุขของครอบครัว สู่ Happy Family ในแนวคิด Happy Workplace

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) สสส. ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนแนวคิด “องค์กรสุขภาวะ” (Happy Workplace) ผ่านแนวคิด Happy 8 ความสุขแปดประการ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีความสุขในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุล ทั้งในมิติของการทำงาน ครอบครัว และสังคม
“Happy Family” (ครอบครัวดี) ถือเป็นหนึ่งในฐานรากทางจิตใจที่มั่นคงที่สุดของคนทำงาน ซึ่งการมีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง จำเป็นหลักการใช้ชีวิตให้รู้จักความรัก ความเชื่อมั่น และความศรัทธาในความดีงาม หากบ้านเต็มไปด้วยความรุนแรง ความเครียด หรือความกังวล เรื่องราวเหล่านั้นย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน  สมาธิ และสุขภาพจิตของพนักงานในที่ทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน เมื่อองค์กรให้การสนับสนุนและเอื้ออำนวยให้ “แม่ในวัยทำงาน” สามารถบริหารจัดการชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัวได้อย่างลงตัว ผู้เป็นแม่จะรู้สึกถึงความมั่นคง ปลอดภัย และมีความสุข ซึ่งพลังแห่งความสุขนี้จะแผ่ขยายไปสู่ลูกหลาน และคนในครอบครัว สร้างบรรยากาศความรักและความอบอุ่นในบ้าน ส่งผลให้แม่กลับมาทำงานด้วยพลังกายและพลังใจที่เต็มเปี่ยม

ขับเคลื่อนสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อแม่และครอบครัวยุคใหม่

การสนับสนุนแม่ในวัยทำงานอย่างรอบด้าน จำเป็นต้องมอง “สุขภาวะ 4 มิติ” (กาย ใจ สังคม ปัญญา) ซึ่งสำนัก 8 สสส. ได้ผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ นำไปปรับใช้ในนโยบายการดูแลบุคลากร ดังนี้

1. สุขภาวะทางกาย 

  • การดูแลสุขภาพช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด:  องค์กรสนับสนุนให้มีโภชนาการที่ดี การจัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน: การจัดตั้ง “มุมนมแม่” (Breastfeeding Corner) หรือห้องจัดเก็บน้ำนมที่มีความสะอาด ปลอดภัย มิดชิด มีตู้เย็นสำหรับแช่น้ำนม และการอนุญาตให้แม่มีเวลาปั๊มนมตามรอบที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยของทารกด้วยภูมิคุ้มกันจากนมแม่แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และลดอัตราการลาหยุดของแม่เพื่อดูแลลูกที่ป่วยอีกด้วย

2. สุขภาวะทางจิตใจ 

  • ลดความเครียดและความกังวลใจ: ความวิตกกังวลเรื่องลูกเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แม่ทำงานขาดสมาธิ องค์กรที่เข้าใจจะสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปราศจากความอคติต่อหญิงตั้งครรภ์หรือแม่ลูกอ่อน
  • ระบบให้คำปรึกษาและสวัสดิการทางใจ: การมีสวัสดิการช่วยเหลือพนักงาน ให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูก การจัดการภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือความเครียดจากการจัดสรรเวลา

3. สุขภาวะทางสังคม

  • การสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว : สนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพเวลาส่วนตัวของพนักงาน ไม่ส่งงานนอกเวลาทำงานโดยไม่จำเป็น เพื่อให้แม่มี “เวลาคุณภาพ”อยู่กับลูกและครอบครัว
  • เครือข่ายสนับสนุนในที่ทำงาน : การสร้างชุมชนหรือกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคุณแม่ในองค์กร เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ นวัตกรรมการเลี้ยงลูก และเป็นพลังใจให้แก่กัน

4. สุขภาวะทางปัญญา

  • การเห็นคุณค่าในตนเอง : ช่วยให้แม่รับรู้ว่าการทำงานและการเลี้ยงลูกควบคู่กันไปนั้น เป็นบทบาทที่มีคุณค่าสูงยิ่งต่อทั้งองค์กรและสังคม

นโยบายและมาตรการสนับสนุนผู้เป็นแม่ในวัยทำงาน สู่การสร้างองค์กรที่เป็นมิตรกับครอบครัว

นอกจากการส่งเสริมในระดับวัฒนธรรมองค์กรแล้วการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและข้อกฎหมายถือเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและสร้างหลักประกันให้แก่แม่ในวัยทำงานทุกคน

1. การขยายวันลาคลอดและการคุ้มครองแรงงานหญิง

  • สิทธิการลาคลอด 120 วัน : ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อการคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน โดยนับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามอัตราปกติ ไม่เกิน 60 วัน พร้อมทั้งเพิ่มการคุ้มครองด้านการดูแลบุตรและสิทธิของครอบครัวให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานในปัจจุบัน
  • สิทธิการลาเพื่อช่วยดูแลคู่สมรสหลังคลอด: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยดูแลคู่สมรสหลังคลอด 15 วัน ใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันที่คลอด เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบิดาในการดูแลมารดาและทารกแรกเกิด อันเป็นการสนับสนุนการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

2. การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบการ

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF) แนะนำให้เด็กดื่มนมแม่อย่างเดียวในช่วง  6 เดือนแรกของชีวิต และดื่มนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น
  • การขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายมุ่งเน้นให้สถานประกอบการจัดทำ  “มุมนมแม่ในสถานประกอบการ” เพื่อสนับสนุนให้ ผู้เป็นแม่ในวัยทำงาน สามารถบีบหรือปั๊มน้ำนม และเก็บรักษาน้ำนมได้อย่างเหมาะสมระหว่างเวลาทำงาน ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ยังช่วยลดภาระของครอบครัว เสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กร และสนับสนุนการรักษาบุคลากรคุณภาพในระยะยาว

3. รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working Arrangements)

  • การส่งเสริมการทำงานแบบ  Hybrid Work, Flexible Hours หรือการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในตำแหน่งงานที่ทำได้ เพื่อช่วยให้ ผู้เป็นแม่ในวัยทำงาน ลดภาระการเดินทาง สามารถบริหารเวลาในการทำงานและการดูแลครอบครัวได้อย่างสมดุลมากยิ่งขึ้น

ในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ ของขวัญอันทรงคุณค่าที่สุดที่สังคมและองค์กรจะมอบให้แก่ผู้เป็น “แม่” ทุกคนได้ ไม่ใช่เพียงแค่คำอวยพรหรือดอกมะลิสวยๆ แต่คือ “ความเข้าใจ โอกาส และระบบสนับสนุน” ที่เอื้อต่อการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการดูแลครอบครัว เพื่อให้ผู้เป็นแม่ในวัยทำงานสามารถพัฒนาศักยภาพในหน้าที่การงาน ควบคู่กับการดูแลครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจและมีความสุข

เราเชื่อมั่นว่า...เมื่อแม่วัยทำงานมีความสุข ครอบครัวย่อมเข้มแข็ง และเมื่อครอบครัวเข้มแข็ง องค์กรและสังคมไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

 

ที่มา : สสส., ffwthailand, Happy8, ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน